กกต. รับรอง 149 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คาดขั้ว พปชร. ได้มากกว่าขั้วเพื่อไทย 8 ที่นั่ง

กกต. รับรอง 149 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คาดขั้ว พปชร. ได้มากกว่าขั้วเพื่อไทย 8 ที่นั่ง




          หลักจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : ศาลวินิจฉัย สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ม.128 ไม่ขัด รธน. - จับตา กกต. เลือกสูตรไหน)

 
          ล่าสุด (9 พฤษภาคม 2562) เรื่องเล่าเช้านี้ รายงานว่า กกต. ได้ออกประกาศเรื่องผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ได้รับรองจาก 26 พรรค จำนวน 149 คน ประกอบด้วย 

1. พรรคอนาคตใหม่ 50 คน

2. พรรคประชาธิปัตย์ 19 คน

3. พรรคพลังประชารัฐ 18 คน

4. พรรคภูมิใจไทย 12 คน

5. พรรคเสรีรวมไทย 10 คน

6. พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน

7. พรรคเพื่อชาติ 5 คน

8. พรรคชาติไทยพัฒนา 4 คน

9. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 คน

10. พรรคพลังท้องถิ่นไทย 3 คน

11. พรรคชาติพัฒนา 2 คน

12. พรรครักผืนป่าประเทศไทย 2 คน

13. พรรคประชาชาติ 1 คน

14. พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน

15. พรรคพลังชาติไทย 1 คน

16. พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน

17. พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน

18. พรรคพลังไทยรักไทย 1 คน

19. พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน

20. พรรคประชานิยม 1 คน

21. พรรคประชาธรรมไทย 1 คน

22. พรรคประชาชนปฏิรูป 1 คน

23. พรรคพลเมืองไทย 1 คน

24. พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน

25. พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน

26. พรรคไทรักธรรม 1 คน 

 



 สำหรับวิธีการคำนวณที่นำมาคำนวณจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองทั้ง 26 พรรค ดังกล่าว คิดจากผลคะแนนที่พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ใน 349 เขตเลือกตั้ง รวม 74 พรรคการเมือง เป็นคะแนนทั้งสิ้น 35,441,920 คะแนน

 

 

  ซึ่งเมื่อ กกต. ประกาศ ส.ส. ในระบบแบ่งเขต 349 เขต จึงต้องนำ 349 มาหาร จำนวน ส.ส.เขต เต็ม 350 จะได้ค่าเฉลี่ย 0.9971 จากนั้นนำจำนวนดังกล่าวมาคูณด้วย ส.ส. ทั้งสภา คือ 500 คน จะได้ จำนวน ส.ส. ที่จะประกาศผลทั้งหมด 498.5714 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาเฉพาะจำนวนเต็ม จึงเหลือ 498 คน เมื่อหัก ส.ส.เขต 349 จึงเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คน 

          จากนั้นจะนำคะแนนรวมที่ 74 พรรคการเมืองได้รับ คือ 35,441,920 มาหารด้วย 498 คน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน คือ 71,168.5141 คะแนน แล้วนำจำนวนดังกล่าวมาหารคะแนนรวมของแต่ละพรรคก็จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น จากนั้นนำจำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ไปลบกับ ส.ส.เขต ที่แต่ละพรรคได้รับ ก็จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะได้ในเบื้องต้น เมื่อรวมแล้วพบว่าจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะได้ในเบื้องต้นเกินเป็น 174.2629 คน ซึ่งเกินจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะจัดสรรแค่ 149 คน 

          เป็นผลจากการที่พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.เขต เกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีได้ จึงต้องนำมาปรับ และใช้การคำนวณใหม่ โดยนำจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคได้ในเบื้องต้นมาคูณด้วย 149 แล้วหารด้วย 174.2629 จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ปรับให้เหลือ 149 คน ซึ่งต้องจัดสรรที่นั่งให้กับพรรคการเมืองตามจำนวนเต็มก่อน 

          ส่งผลให้การจัดสรรรอบแรกมีพรรคการเมืองได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 15 พรรคการเมือง เมื่อรวมแล้วจะจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เพียง 129 ที่นั่ง ยังขาดอีก 20 ที่นั่ง จึงต้องนำเศษทศนิยมมาจัดสรรให้พรรคการเมืองโดยเรียงตามคะแนนทศนิยมจากมากไปหาน้อยจนได้ครบ 20 ที่นั่ง ซึ่งจะมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ ภูมิใจไทย เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ และประชาชาติ ซึ่งได้รับการจัดสรรในรอบแรกไปแล้ว ได้รับการจัดสรรเพิ่มอีกพรรคละ 1 ที่นั่ง และมีพรรคที่คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคละ 1 คน อีก 11 พรรค

          ซึ่งหากเป็นไปตามตัวเลขดังกล่าวก็มีแนวโน้มว่าขั้วของพรรคพลังประชารัฐได้เสียงมากกว่าขั้วเพื่อไทย หลังรวมเสียงกับประชาธิปัตย์และบรรดาพรรคเล็กที่ได้ ส.ส. 1 ที่นั่งรวม 12 พรรค จะรวมได้ 253 เสียง ขณะที่ขั้วเพื่อไทยได้ 245 เสียง แต่ก็ยังถือเป็นเสียงปริ่มน้ำทั้ง 2 ฝ่าย



 

ภาพ : ช่อง 3 










ติดต่อ โฆษณา

Contact : Click Marketting -

Clicknews-tv.net